bumQ

วันศุกร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เที่ยวเชียงใหม่



          เชียงใหม่ หรือชื่อเดิม “นพบุรีศรีนครพิงค์” ก่อตั้งเป็นราชธานีแห่งอาณาจักรล้านนาเมื่อกว่า 700 ปีก่อน โดยพญาเม็งรายมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์เม็งราย ต่อมาในสมัยพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เชียงใหม่มีฐานะเป็นเมืองประเทศราช และเมื่อมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการปกครองส่วนภูมิภาคในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมืองเชียงใหม่จึงเปลี่ยนฐานะเป็นมณฑลพายัพ และกลายเป็นจังหวัดในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เชียงใหม่นับเป็นศูนย์กลางของจังหวัดในภาคเหนือ โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยว ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เนื่องจากความพร้อมของแหล่งท่องเที่ยว ทั้งทางด้านธรรมชาติอันงดงาม ด้านศิลปวัฒนธรรม และประเพณีของชาวเชียงใหม่ที่เป็นเอกลักษณ์น่าประทับใจ และความพรั่งพร้อมในเรื่องสถานที่พักและบริการด้านการท่องเที่ยวต่างๆ ที่หลากหลาย เป็นที่ดึงดูดคนมาท่องเที่ยวนับล้านคนในแต่ละปี


                  ดอยสุเทพ                   


  

          ดอยสุเทพนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นดอยที่เที่ยวง่ายที่สุดของจังหวัดเชียงใหม่ สามารถใช้เวลาแค่หนึ่งวันก็สามารถเที่ยวได้ครบ จากยอดดอยห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 16 กิโลเมตรเท่านั้น มีรถสี่ล้อให้บริการบริเวณด้านหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และด้านหน้าสวนสัตว์เชียงใหม่ ให้นักท่องเที่ยวที่ไม่ได้ขับรถส่วนตัวมาเองเหมาขึ้นดอยสุเทพกัน ระหว่างทางนอกจากจะมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ร้านอาหาร ร้านค้า ก็ยังมีให้บริการอย่างครบครัน นักท่องเที่ยวจึงนิยมมาหาร้านอาหารเย็น และที่พักสำหรับค้างแรมในตัวเมืองกัน ปลายฤดูหนาวที่ดอยสุเทพนับเป็นช่วงที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวมากที่สุด เพราะดอยสุเทพในช่วงนี้กลับเป็นช่วงที่สามารถชมวิวตัวเมืองเชียงใหม่จากมุมสูงได้สวยงามที่สุด โดยจะเห็นวิวชัดที่สุดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ส่วนอากาศบนยอดดอยก็กำลังเย็นสบาย เที่ยวสะดวก สำหรับดอยปุยนั้นดอกไม้ก็ยังสวยงามบานสะพรั่ง ดอกไม้เมืองหนาวบางชนิดบานเต็มที่ บนยอดดอยก็สามารถชมวิวได้สวยงามไม่แพ้กัน
ระหว่างเดินทางมุ่งหน้าไปวัดพระธาตุดอยสุเทพวรวิหาร มีจุดชมวิวที่สามารถชมวิวเชียงใหม่ได้สวยงามอีกประมาณ 2-3 จุด ถ้าขับรถมาเองก็ถือเป็นการพักรถไปในตัวและยังได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก หลังจากผ่านโค้งวัดใจที่ชาวเชียงใหม่นิยมเรียกกันก็มาถึงวัดพระธาตุดอยสุเทพวรวิหาร สถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเชียงใหม่ที่มีความสำคัญทางศาสนาและประวัติศาสตร์ของนครเชียงใหม่ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1927 มี “บันไดนาค” ทอดยาวขึ้นไปสู่วัด 306 ขั้น ภายในวัดเป็นที่ประดิษฐาน “เจดีย์พระธาตุดอยสุเทพ” เป็นเจดีย์ทรงเชียงแสน ฐานสูงย่อมุมระฆังแปดเหลี่ยมมีบัลลังก์ ตัวเจดีย์ปิดทองดีบุก ใต้ฐานพระเจดีย์มีพระบรมสารีริกาธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรรจุอยู่
การเดินทาง
จากตัวเมืองเชียงใหม่ขับรถตามถนนห้วยแก้ว ผ่านหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นถนนสายท่องเที่ยวตั้งแต่ตีนดอยไปจนถึงดอยสุเทพ-ดอยปุย อุทยานแห่งชาติดอยสุทพ-ปุย ยังมีเส้นทางขับรถยนต์ เส้นทางขี่จักรยาน และเส้นทางเดินป่าอีกมากมายให้ได้ผจญภัยกัน ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางเดินป่าสายน้ำตกมณฑาธาร-ถนนศรีวิชัยตอนบน-ที่ทำการอุทยานแห่งชาติ เส้นทางเดินเท้าเพื่อชมสภาพป่าดิบชื้นและป่าดิบแล้ง (ป่ายางปาย) และเพื่อชมนกป่าที่สวยงามและหาชมได้ยาก เส้นทางขับรถยนต์ของพื้นที่ในใจกลางอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย และหมู่บ้านชาวเขาต่างๆ เส้นทางสำหรับจักรยานเสือภูเขา ช่วงพระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ยอดดอยปุย เส้นทางดอยปุย-ขุนช่างเคี่ยน-แม่สาใหม่ เส้นทางห้วยตึงเฒ่า-ขุนช่างเคี่ยน-แม่สาใหม่ และเส้นทางแม่สาใหม่-ขุนแม่ลวด-ขุนแม่ใน

 





ดอยอินทนนท์




 



 
          ดอยอินทนนท์เป็นยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย แต่กลับขึ้นชื่อว่าเป็นดอยที่เที่ยวง่ายและสะดวกสบายที่สุด เพราะทุกที่สถานที่เที่ยวเด่นถูกเชื่อมต่อด้วยถนนลาดยางอย่างดี เริ่มตั้งแต่กิโลเมตรที่ 1 นั่นก็คือ น้ำตกแม่ยะ เป็นน้ำตกที่สวยงามและสูงใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย มีน้ำไหลตลอดทั้งปี เกิดจากห้วยแม่ยะตกลดหลั่นกันลงมาหน้าผา หินสูงถึง 280 เมตร กว้าง 80 เมตร น้ำตกแม่กลาง (กิโลเมตรที่ 8) เป็นอีกหนึ่งน้ำตกสวยที่นักท่องเที่ยวนิยมมานั่งปิกนิกพักผ่อนกินอาหารว่างมื้อสายท่ามกลางธรรมชาติร่มรื่น ถ้ำบริจินดา (กิโลเมตรที่ 8.5) ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยสวยงามที่มีอายุนับล้านปี และยังมีพระพุทธรูปสถิติอยู่ในถ้ำ น้ำตกวชิรธาร (กิโลเมตรที่ 21) เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่มีน้ำตลอดทั้งปี เราสามารถเห็นสายรุ้งกินน้ำสีสวยที่เกิดจากละอองฟุ้งของสายน้ำตกในเวลาเที่ยงวัน เป็นช่วงเวลาที่น้ำตกแห่งนี้งดงามที่สุด น้ำตกสิริธาร เป็นน้ำตกแห่งใหม่ ตั้งหลบอยู่ในหุบเขาและป่าไม้ดงดิบ มีระเบียงไม้ร่มรื่นสามารถนั่งเล่นและชมวิวน้ำตกได้จากระยะไกลๆ
สถานีวิจัยโครงการหลวงอินทนนท์ อยู่ในเขตหมู่บ้านม้งขุนกลาง ภายในตกแต่งร่มรื่นสวยงาม มีโรงปลูกดอกไม้ผลเมืองหนาว และยังมีร้านอาหารและบ้านพักให้บริการ น้ำตกสิริภูมิ (กิโลเมตรที่ 30) เมื่อก่อนชาวบ้านเรียกว่า น้ำตกเลาลึ ตามชื่อหมู่บ้านม้ง เราจะเห็นสายน้ำตกสีขาวสองเส้นสวยงามมาก เลยที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ไปไม่ไกลก็จะเห็นเพิงไม้ตั้งเรียงรายอยู่ทางฝั่งขวามือของถนน ชาวบ้านจะนำผักสดๆ ผลไม้แช่อิ่มและงานฝีมือมาวางขายที่ตลาดม้ง ตั้งแต่เช้าถึงเย็น ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ไปประมาน 4.5 กิโลเมตร ก็จะถึงดอยผาตั้ง หน้าผาหินสองลูกตั้งเด่นบนยอดเขา เป็นหนึ่งในจุดชมวิวสวยของดอยอินทนนท์ พระมหาธาตุนภเมทนีดล และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ (กิโลเมตรที่41) เหมาะสำหรับชมสวนดอกไม้ประดับ ชมวิวสวย และยังเป็นจุดชมวิวยามพระอาทิตย์อัสดงที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของดอยอินทนนท์ และเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามเช่นกัน
เส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติบนดอยอินทนนท์มีเส้นทางเดินระยะสั้นถึงสั้นมากเดินสะดวกสบายให้สามารถชมธรรมชาติได้ทุกวัย และเส้นทางเดินระยะไกลที่เหมาะสำหรับนักผจญภัยให้เลือกตามสไตล์ กิ่วแม่ปาน เป็นเส้นทางเดินป่าระยะสั้นประมาน 3 กิโลเมตร มีไม้ป่านานาพันธุ์ รวมถึงกุหลาบพันปี กุหลาบขาวและกล้วยไม้ขนาดเล็กที่จะบานเต็มที่ในช่วงปลายหนาว ถ้าโชคดีอาจได้ชมกวางผาที่ออกมาหากินตอนเช้าด้วย เส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกาหลวง อยู่บนจุดสูงสุดในประเทศไทย มีความสูง 2,560 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง สามารถขับรถขึ้นถึงได้เลย จุดเด่นอยู่ที่ต้นไม้แต่ละต้นถูกปกคลุมด้วยมอส เฟิน หากโชคดียังจะได้ชมนกกินปลีหางยาวเขียว และต้นกุหลาบพันธุ์ปี
การเดินทาง
จากตัวเมืองเชียงใหม่มุ่งหน้าไปตามทางหลวงหมายเลข 107 เชียงใหม่-หางดล-สันป่าตอง-จอมทอง กิ่งอำเภอจอมทองจะมีทางเลี้ยวขวาเป็นถนนลาดยางขึ้นสู่ดอยอินทนนท์





สวนสัตว์เชียงใหม่
   
  
 
 
           ตั้งอยู่ที่ถนนห้วยแก้ว ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ ห่างจากตัวเมืองประมาณ 5 กิโลเมตร ใกล้กับสวนรุกขชาติ เป็นสวนสัตว์ขนาดใหญ่มีสัตว์มากมายหลายชนิด ทั้งที่มีอยู่ในเมืองไทยและนำมาจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก มีหมีแพนด้า ฑูตสันถวไมตรีเชื่อมความสัมพันธ์ไทย-จีน หมีโคอาล่าจากออสเตรเลีย
เชียงใหม่ ซู อควาเรียม ศูนย์แสดงสัตว์น้ำมีอุโมงค์ยาว 133 เมตร สวนนกเพนกวินและสวนนกฟิ้นช์ ซึ่งเป็นนกขนาดเล็ก มีสีสันสวยงามจนได้รับการขนานนามว่าเป็น อัญมณีบินได้ มีรถไฟฟ้ารางเดี่ยวพร้อมระบบปรับอากาศ บริการรับผู้โดยสารได้ครั้งละ 50-70 คน/ เที่ยว ระยะทางวิ่ง 2 กิโลเมตร จอดรับส่งผู้โดยสาร 4 สถานี เปิดทุกวัน เวลา 8.00-18.00 น. เปิดขายบัตรถึงเวลา 17.00 น.
สวนชมนกนครพิงค์ เป็นกรงนกขนาดใหญ่บนพื้นที่ 6 ไร่ ซึ่งถึอเป็นสวนชมนกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนและประชาชนได้สัมผัสและเรียนรู้เรื่องราวทาง ธรรมชาติของนกกว่า 132 ชนิดจากทั้งในและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติที่ร่มรื่นของน้ำตกกู่ขาว นอกจากนั้นยังมี ทัวร์ชมสัตว์ป่ายามค่ำคืน Twilight Zooโดยรถยนต์นำชมพฤติกรรมสัตว์ต่าง ๆ ที่ออกหากินยามกลางคืน พร้อมวิทยากรบรรยายให้ความรู้ ตั้งแต่เวลา 18.30-21.00 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและจองทัวร์ได้ที่ โทร. +66 5321 0374, +66 5322 1179, +66 5322 2283 www.chiangmaizoo.com





ดอยม่อนจอง

     
 

   

           ดอยม่อนจองมีสภาพภูมิประเทศที่สวยงาม เต็มไปด้วยเทือกเขา กล่าวกันว่าเส้นทางของยอดเขานี้เป็นเส้นทางมหัศจรรย์ด้วยความงามของภูเขาที่ อาบแสงอาทิตย์เป็นสีทองทอดยาวไกลสุดตากลางป่าลึกของอมก๋อย กับเส้นทางเดินเลาะเลียบริมของฟ้าไปบนทุ่งหญ้าสันเขา ยามที่มองเพื่อนร่วมทางกำลังอิ่มเอมกับทัศนียภาพเหล่านั้นโดยที่ไม่มีอะไรมา ขวางกั้นความงดงาม ก็ทำให้นักเดินทางหลายคนหลงมนต์เสน่ห์ของดอยม่อนจองแห่งนี้อย่างถอนตัวไม่ ขึ้น ใช่เพียงความงดงามของทัศนียภาพของดอยม่อนจองเท่านั้นที่เป็นรางวัลของการ เดินทางขึ้นดอย เรายังได้ยลความงามของกุหลาบพันปี (Rhododendron arboretum subsp. Delavayi) ซึ่งเป็นพืชหายากมีดอกงดงามมากที่สุดชนิดหนึ่งของประเทศไทย และมีเพียงไม่กี่ที่ในประเทศที่จะสามารถไปชมได้ หนึ่งในนั้นคือเส้นทางขึ้นยอดดอยหัวสิงห์ ยอดเขาสูงสุดแห่งดอยอมก๋อยกุหลาบพันปีสีแดงสดใสจะเบ่งบานสะพรั่งต้อนรับดวง อาทิตย์ที่กำลังจะโผล่พ้นขอบฟ้าจากความงดงามที่หลอมรวมกันอย่างลงตัว ทำให้นักเดินทางตั้งหน้าตั้งตารอคอยยามที่มันผลิดอกในช่วงหน้าหนาว เพื่อจะได้มาสัมผัสกับมนต์เสน่ห์ของดอกกุหลาบพันปีแห่งดอยม่อนจอง
ดอยม่อนจองตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย หน่วยพิทักษ์ป่ามูเซอ 131 หมู่ 2 ตำบลยางเปียง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ 50310 การเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่อำเภอฮอต จังหวัดเชียงใหม่ จากนั้นไปตามทางหลวงหมายเลข 108 และแยกซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 1099 มุ่งหน้าสู่อำเภออมก๋อย จากนั้นเดินทางต่อไปยังหน่วยพิทักษ์ป่ามูเซอเพื่อแจ้งความจำนงและติดต่อเจ้า หน้าที่ เพื่อนำรถขับเคลื่อนสีล้อไปยังจุดเดินขึ้นสู่ดอยม่อนจอง
หมายเหตุ ดอยม่อนจองไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ หากต้องการพักแรม นักท่องเที่ยวต้องนำเต็นท์และอาหารไปเอง





 อุทยานแห่งชาติดอยฟ้าห่มปก






    
    

           ชื่อของอุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก ตอนนี้ได้รับการเปลี่ยนเป็นอุทยานแห่งชาติดอยฟ้าห่มปก ตามชื่อของดอยสูงแห่งหนึ่งในเทือกเขาแดนลาวอันยิ่งใหญ่ อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปกที่มีดอยผ้าห่มปกเป็นยอดเขาสูงสุดของอุทยานฯ บนความสูง 2,285 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง บนยอดสูงสุดเป็นทุ่งโล่งอันเกิดจากสภาพธรณีวิทยาที่มีชั้นดินตื้น พื้นเป็นหินแกรนิต ประกอบกับมีลมกระโชกแรงตลอดทั้งปี จากยอดดอยเห็นทิวทัศน์ทะเลหมอกและถนนบนสันเขาขนานกับชายแดนไทย-พม่า นับได้ว่ามีความพิเศษอย่างยิ่งที่จะไปเยือนผ้าห่มปกในช่วงฤดูหนาว เพราะนอกจากอากาศจะเป็นใจแล้ว หมู่นกอพยพก็มีมากมายให้เราสัมผัส และมีกล้วยไม้หายากชนิดต่าง ๆ ให้ได้ศึกษา ที่สำคัญ มีเพียงไม่กี่แห่งในประเทศไทยที่ยังเจอกล้วยไม้ชนิดนี้
ดอยผ้าห่มปกมีเมฆหมอกปกคลุมยอดดอยและมีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี บนดอยผ้าห่มปกมีนก และผีเสื้อที่น่าสนใจ เช่น นกปีกแพรสีม่วง นกปรอดหัวโขนก้นเหลือง ผีเสื้อมรกตผ้าห่มปก ซึ่งพบที่นี่แห่งเดียวเท่านั้นในประเทศไทย ผีเสื้อหางติ่งแววเลือน ผีเสื้อหางดาบตาลไหม้ เป็นต้น ในฤดูหนาวมีนกอพยพมาอาศัย เช่น นกเดินดงคอแดง นกเดินดงดำปีกเทา นกเดินดงสีน้ำตาลแดง เป็นต้น จุดเด่นอีกอย่างของอุทยานแห่งนชาติดดอยผ้าห่มปกคือ บ่อน้ำร้อนธรรมชาติที่เกิดจากความร้อนใต้ดิน มีจำนวนมากหลายบ่อ ในพื้นที่ประมาณ 10ไร่ ในอดีตบริเวณยอดดอยเล็ก ๆ แห่งนี้เต็มไปด้วยนั่งร้านที่ชาวบ้านในพื้นที่มาสร้างไว้เพื่อนจับผีเสื้อไก เซอร์ที่สนนราคากันตัวละหลายพันหรือใกล้ ๆ หมื่นบาทเลยที่เดียว ซึ่งปัจจุบันผีเสื้อสีเขียวมรกตชนิดดังกล่าวแทบกลายเป็นตำนานของเมืองไทย เหมือนกับผีเสื้อสมิงเชียงดาวไปแล้ว แต่ยังมีรายงานการพบอยู่บ้าง แม้จะน้อยเต็มที
การเดินทาง
ที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปกอยู่ในอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ จากตัวเมืองเชียงใหม่ ขับรถไปตามทางหลวงหมายเลข 107 (เชียงใหม่-ฝาง) ถึงอำเภอฝาง แล้วไปตามถนนฝาง-ม่อนปิ่น ประมาณ 3 กิโลเมตร เลี้ยวขวาไปตามถนน รพช. 4054 อีกประมาณ 8 กิโลเมตร จะถึงบริเวณบ่อน้ำร้อนฝางซึ่งเป็นที่ตั้งที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก สำหรับเส้นทางไปดอยผ้าห่มปกนั้น ควรเดินทางด้วนรถขับเคลื่อนสี่ล้อ ตามถนนสายฝาง-บ้านห้วยบอน ไปจนถึงบ้านห้วยบอน แล้วตรงไปตามถนนลูกรังอีก 5 กิโลเมตร หลังจากนั้นแยกขวาอีกประมาณ 17 กิโลเมตร จะถึงหน่วยจัดการต้นน้ำดอยผาหลวง และแยกซ้ายไปอีก 5 กิโลเมตร จะถึงที่ตั้งแคมป์พักแรมกิ่วลม การเดินทางขึ้นสู่ยอดดอยเป็นการเดินเท้าระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงในการเดินขึ้นและลง อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปกอนุญาตให้นำรถขึ้นดอยผ้าห่มปกได้แล้ว โดยต้องขึ้นดอยก่อน 15.30 นาฬิกา และต้องใช้รถกระบะเท่านั้น ห้ามนำรถเก๋ง รถตู้ รถบัส ขึ้นดอย เพราะถนนยังเป็นทางลูกรัง ถ้าไม่มีรถขึ้นดอย สามารถติดต่อรถให้บริการได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว 1,800 บาท ต่อ 8 คน (ค้างคืน) ที่นี่ห้ามก่อกองไฟบนสนามหญ้า โดยทางอุทยานฯ มีเตาถ่านให้เช่า
ที่พัก
บ้านพักจะมีเฉพาะที่น้ำพุร้อนฝาง (ที่ทำการอุทยานฯ) ส่วนบนดอยผ้าห่มปกมีเฉพาะลานกางเต็นท์เท่านั้น สำหรับที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก (น้ำพุร้อยฝาง) สามารถใช้บริการอาบ อบน้ำแร่ และนวดแผนไทยเพื่อสุขภาพได้ทุกวัน เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 07.30 – 19.00 น.
การติดต่อ
อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก เลขที่ 224 หมู่ 6 ตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ 50110 โทรศัพท์ 08 6430 9748 , 0 5345 3517-8 โทรสาร 0 5345 3517 อีเมล doiphahompok.np@hotmail.com





วัดเจดีย์หลวงวิหาร





 
          วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร อยู่ที่ถนนพระปกเกล้า วัดนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเชียงใหม่พอดี ประดิษฐานเจดีย์ใหญ่ที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่ สร้างขึ้นในรัชกาลพระเจ้าแสนเมืองมากษัตริย์องค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์มังราย (พ.ศ.1913-1954) ต่อมาพระยาติโลกราชโปรดให้ช่างขยายเจดีย์ให้สูงและกว้างกว่าเดิม แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2024 และอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานระหว่าง พ.ศ.2011-2091 นานถึง 80 ปี ต่อมาในสมัยพระนางจิระประภา ได้เกิดแผ่นดินไหวเมื่อปี พ.ศ. 2088 ทำให้ยอดเจดีย์หักโค่นลง ปัจจุบันเจดีย์มีความสูงคงเหลือ 40.8 เมตร ฐานกว้างด้านละ 60 เมตร
 วิหาร หลวงของวัดนี้เจ้าคุณอุบาลีคุณปรมาจารย์ (สิริจันทะเถระ) และเจ้าแก้วนวรัฐเป็นผู้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2471 หน้าประตูทางเข้าวิหาร มีบันไดนาคเลื้อยงดงามยิ่ง ใช้หางเกี่ยวกระหวัดขึ้นไปเป็นซุ้มประตูวิหาร นาคคู่นี้เป็นฝีมือเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่เดิมได้ชื่อว่าเป็นนาคที่สวยที่สุด ของภาคเหนือ
ในวัดเจีย์หลวงนี้ยังมี เสาอินทขิล หรือ เสาหลักเมือง สร้างขึ้นเมื่อครั้งพ่อขุนเม็งรายมหาราชสร้างเมืองเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 1839 ประดิษฐานอยู่ในวิหารจตุรมุขทรงไทยหลังเล็กๆ เสาอินทขิลนี้สร้างด้วยไม้ซุงต้นใหญ่ ฝังอยู่ใต้ดิน ทุกปีในวันแรม 12 ค่ำเดือน 8 (เหนือ) หรือประมาณเดือนพฤษภาคมจะมีงานเรียกว่า เข้าอินทขิล เป็นการฉลองหลักเมือง





วัดพันเตา




 
 
          วัดพันเตา ถนนพระปกเกล้า ติดกับวัดเจดีย์หลวง วิหารเดิมเป็นหอคำหรือท้องพระโรงหน้าของพระเจ้ามโหตรประเทศ เป็นอาคารเครื่องไม้แบบพื้นเมือง ซุ้มประตูประดับไม้แกะสลักรูปนกยูงอันเป็นสัญลักษณ์ของเจ้านายฝ่ายเหนือซึ่ง มองดูวิจิตรและสง่างาม

เที่ยวชัยนาท

ชัยนาท ชาตินี้PDFPrintE-mail
Thursday, 07 July 2011 20:19

 ชัยนาท ... เมืองที่ไม่ใช่แค่ทางผ่าน
ขึ้นหัวเรื่องฟังดูเหมือนจะลาจากโลก
แต่เปล่าเลย เพราะ ชัยนาท เป็นแค่เมืองผ่านสำหรับการเดินทางหลายครั้ง
หนนี้ได้นอนค้างอ้างแรมที่ชัยนาท จึงดีใจที่ไม่ต้องรอไปถึงชาติหน้า
  
 สวนนกชัยนาท สถานที่ซึ่งผู้คนคุ้นชื่อและรู้จัก ทั้งตั้งอยู่บนเส้นทางหลักที่จะเข้าสู่ตัวเมือง การมาเมืองนี้ทั้งธุระส่วนตัวหรือเจตนามาเที่ยว จึงมักไม่ลืมไม่พลาด ด้วยทำเลของเมืองซึ่งอยู่ในที่ราบลุ่ม อันมีแม่น้ำ 3 สายคือ แม่น้ำน้อย เจ้าพระยา ท่าจีน ไหลผ่านพื้นที่ต่าง ๆ ภายในจังหวัด ตะกอนธาตุที่อาศัยมากับแม่น้ำ พลอยทำให้ผืนดินย่านนี้ สะสมธาตุอาหาร ซึ่งเหมาะแก่การเพาะปลูกพืชผลการเกษตรโดยเฉพาะข้าว หนึ่งสาเหตุที่ทำให้นกหลายชนิด ลงหลักปักฐานหากินอย่างถาวรบริเวณนี้ รวมไปถึงนกอพยพบางส่วนที่โยกย้ายมาอาศัยเป็นครั้งคราว จนทางจังหวัดจึงต้องจัดให้มีการจัดงานมหกรรมหุ่นฟางนก เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นประจำทุกปี
   
นอกจากกรงนกขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งบรรจุนกหลากชนิดทั้งสายพันธุ์ไทยและเทศไว้ให้ชมแล้ว ยังมีอาคารพิพิธภัณฑ์ไข่นก อาคารแสดงพันธุ์ปลาลุ่มน้ำเจ้าพระยา อาคารศูนย์วิทยาศาสตร์จำลอง ฯลฯ เรียกว่าตีตั๋วครั้งเดียวเที่ยวคุ้ม ได้เห็นทั้งท้องฟ้า ผืนดิน ลงไปถึงในน้ำ
  
ยอดเขาพลองถัดจากสวนนก เป็นที่ตั้งของ วัดปฐมเทศนาอรัญวาสี หรือ วัดเขาพลอง มีพระพุทธอริยธัมโม พระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดหน้าตัก 6 วา 1 ศอก 8 นิ้ว มีความสูงรวมฐาน 9 วา 3 ศอก 6 นิ้ว ประดิษฐานอยู่บริเวณเชิงเขา ส่วนด้านบนยอดเขา ซึ่งสามารถนำรถขึ้นไปได้ แต่หากใครจะเดินขึ้นไปก็อยู่ที่ศรัทธาในใจ มีเจดีย์สีทองเหลืองอร่ามบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เป็นจุดที่สามารถชมทัศนียภาพของเมืองได้เต็มตา โดยเฉพาะในช่วงเย็น
  
ลงจากวัด พวกเราเดินทางไปชิมส้มโอพันธ์ขาวแตงกวา ของดีเมืองชัยนาทที่ สวนโชคชัย พี่ชัชชัยและพี่ทัศนีย์ ทับทอง เจ้าของสวน ซึ่งเปลี่ยนสวนมะนาวเป็นส้มโอจนประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงจนทุกวันนี้ พาลงเรือไปตามร่องสวน เก็บส้มโอลูกใหญ่ กลิ่นหอมรสชาติหวานชุ่มคอ มีเปรี้ยวมาแผ่ว ๆ ที่ปลายลิ้นตามประสาส้มโอ
"ส้มโอที่เก็บใหม่ ๆ อย่าเพิ่งกิน ให้เก็บไว้ 7-10 วันก่อนรสชาติจึงจะเข้าที่"
ทั้งสองคนอารมณ์ดีมีความสุข ทั้งยังใจดีเอาส้มโอเก็บใหม่ ๆ ใส่ถุงเป็นของฝากกับทุกคน แม้เกรงใจ... แต่พวกเราก็ยินดีรับไว้
  
...เที่ยวท่องล่องน้ำ...
เรือเจริญศรีนาวาลำใหญ่ ออกจากท่าบ้านสุวรรณาการ์เด้น ล่องตามน้ำมาได้สักระยะ ก็เข้าเทียบท่าที วัดพระบรมธาตุวรวิหาร เดิมเรียก วัดหัวเมืองชัยนาท เมืองชัยนาทในที่นี้หมายถึง เมืองชัยนาทโบราณ ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ใช่เมืองชัยนาทปัจจุบันที่อยู่ฝั่งตะวันออก เหตุที่ตั้งอยู่มุมเมืองด้านทิศเหนือ ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า วัดหัวเมือง ภายในวัดมีพระธาตุเจดีย์ ซึ่งมีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุอยู่ ลักษณะเดิมสร้างด้วยศิลาแลงจับกันเป็นก้อนเดียวทั้งองค์ ได้มีการบูรณะมานับแต่สมัยสุโขทัย กรุงศรีอยุธยาและรัตนโกสินทร์ จากหลักฐานต่าง ๆ ที่ขุดพบบริเวณวัดสันนิษฐานว่า องค์พระธาตุเจดีย์สร้างมาแต่ครั้งสมัยขอมเรืองอำนาจในแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทุกปีจะมีงานสมโภชพระธาตุ ในวันเพ็ญเดือน 6 ครั้งนี้พวกเราได้รับโอกาสพิเศษร่วมพิธีห่มผ้าองค์พระธาตุเจดีย์ ทำให้การมาในครั้งนี้รู้สึกเป็นสุขยิ่งนัก
  
วัดพระบรมธาตุวรวิหาร เป็นวัดที่มีเรื่องราวความเป็นมาเกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์หลายพระองค์ รวมถึงพระมหาเถราจารย์ในอดีตหลายรูป ได้เดินจากมาศึกษาหาความรู้ที่วัดแห่งนี้ โบราณสถาน โบราณวัตถุ และเรื่องราวมหัศจรรย์ต่าง ๆ อันเกี่ยวเนื่องกับวัด สามารถสอบถามความรู้ได้จากพระคุณเจ้าภายในวัด หากมีโอกาสมาชัยนาทไม่ควรอย่างยิ่งที่จะข้ามสถานที่นี้ไป
ในวัดยังเป็นที่ตั้งของ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชัยนาทมุนี ซึ่งตั้งชื่อเพื่อเป็นที่ระลึกแด่ พระชัยนาทมุนี (นวม สุทัตโต) อดีตเจ้าอาวาส ที่ได้มอบโบราณศิลปวัตถุจำนวนมาก ที่พบในเขตจังหวัดชัยนาทและบริเวณใกล้เคียง ให้เป็นสมบัติของชาติ เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี โบราณวัตถุชิ้นสำคัญคือ หลวงพ่อเพชร พระพุทธรูปสำริด ปางมารวิชัย พระพุทธรูปโบราณที่มีลักษณะงดงามและมีเพียงชิ้นเดียวในประเทศ ในปี พ.ศ.2449 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินวัดพระบรมธาตุวรวิหาร ได้ตรัสขอพระพุทธรูปองค์นี้ต่อพระอินทโมลีศรีบรมธาตุบริหารสุวิจารณ์สังฆปาโมกข์ (ช้าง) เจ้าอาวาส ไปไว้ที่กรุงเทพฯ เมื่อพระองค์ทรงเสด็จสวรรคต หลวงพ่อช้างจึงได้นำกลับมาประดิษฐานไว้ที่วัดดังเดิม ต่อมาจึงได้มอบให้กรมศิลปากรเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้
   
ออกจากท่าวัดบรมธาตุ หัวเรือเปลี่ยนทิศแล่นทวนน้ำผ่านตัวเมือง มาขึ้นฝั่งอีกครั้งที่ วัดธรรมามูลวรวิหาร ซึ่งตั้งอยู่บนไหล่เขาธรรมามูล มี หลวงพ่อธรรมจักร พระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองประดิษฐานอยู่ในพระวิหาร เป็นพระพุทธรูปปางห้ามญาติประทับบนฐานดอกบัว สูงประมาณ 4.50 เมตร พระหัตถ์ขวายกขึ้นเหนือพระอุระ มีรูปพระธรรมจักรปรากฏอยู่กลางฝ่าพระหัตถ์ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ ทางจังหวัดได้นำพระธรรมจักรมาเป็นสัญลักษณ์และตราประจำจังหวัด รอบพระอุโบสถ มีใบเสมาคู่ เป็นศิลาทรายสีแดง สลักลวดลายแบบอยุธยา บนยอดเขามีวิหารหลวงพ่อนาค ซึ่งต้องเดินขึ้นบันไดถึง 565 ขั้น ด้วยเป็นวัดที่ตั้งอยู่บนเชิงเขา จึงสามารถมองเห็นทิวทัศน์ด้านล่าง ทุ่งนาสีเขียวตัดกับถนนสีดำ ถือเป็นจุดชมวิวริมแม่น้ำของเมืองนี้อีกแห่ง ในช่วงวันขึ้น 4-8 ค่ำ เดือน 6 และ แรม 4-8 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี จะมีงานนมัสการหลวงพ่อธรรมจักร รวมถึงตักบาตรเทโวและแข่งเรือพาย ในช่วงออกพรรษา
ชิวิตริมน้ำต่างวิถี ทั้งหาปลา ทำนาปลูกข้าว ฯลฯ บางช่วงบางตอนก็พบนกเป็ดน้ำฝูงใหญ่ ตื่นบินขึ้นฟ้าแค่ยินเสียงเครื่องยนต์เรือแต่ไกล ๆ มีเรื่องตระหนกตกใจเล็กน้อยก่อนถึง วัดปากคลองมะขามเฒ่า ในเขต อ.วัดสิงห์ ปลายทางของการล่องเรือวันนี้ เมื่อตัวต่อฝูงใหญ่พากันบินตัดข้ามแม่น้ำตรงมาที่เรือ แต่ก่อนถึงตัวเรือกลับบินหลบออก ไม่ผ่านเข้ามาในลำเรือสักตัวเดียว
  
 สงสัยหลวงปู่จะมารับ หลายคนที่พอทราบประวัติหลวงปู่ศุข กับเรื่องที่สามารถเสกใบมะขามให้เป็นตัวต่อแตน พูดเป็นเสียงเดียวกัน แต่ก่อนจะสรุปเหตุการณ์ พวกเราก็หลบหาที(ซึ่งคิดว่าจะ) กำบัง ด้วยความหวาดกลัวกันไปแล้ว พระครูวิมลคุณากร (ศุข) หรือหลวงปู่ศุข พระเกจิซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นอาจารย์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ผนังภายในพระอุโบสถ มีภาพเกี่ยวกับพุทธประวัติ เป็นภาพเขียนฝีพระหัตถ์ของเสด็จในกรมฯ ซึ่งร่วมเขียนกับข้าราชบริพาร ระบุไว้ว่าเขียนในปี พ.ศ.2433
วัดปากคลองมะขามเฒ่า มีผู้มากราบไหว้และทำบุญอยู่มิได้ขาด ด้วยความศรัทธาและความเชื่อในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่ศุข ด้านหน้าวัดบริเวณปากคลองมะขามเฒ่า ซึ่งเป็นต้นแม่น้ำท่าจีน ได้จัดให้เป็น ตลาดต้นน้ำท่าจีน มีของกินอร่อยและสินค้าของฝากจากชุมชนต่าง ๆ ให้ช็อปชิมริมน้ำในแบบอิ่มท้องสบายกระเป๋า
  
...เที่ยววัดเมืองสรรคบุรี...
วัดมหาธาตุ ต.แพรกศรีราชา อ.สรรคบุรี เคยเป็นศูนย์กลางของเมืองสรรค์ เมืองชั้นลูกหลวงของกรุงศรีอยุธยา ในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ 20 วัดแห่งนี้จึงมีโบราณวัตถุสถาน พระพุทธรูปทั้งในแบบศิลปะลพบุรีและอยุธยาตอนต้น เช่น หลวงพ่อหลักเมือง ที่ชาวบ้านเรียกว่า หลวงพ่อหมอ ประดิษฐานคู่หลักเมืองสรรค์ในวิหารคด พระพุทธสรรค์สิทธิ พุทธศิลป์แบบสุโขทัยอายุกว่า 700 ปี หลวงพ่อทองดำ อายุกว่าพันปี ซึ่งคนมักชอบมาบนบานและแก้บนด้วยรำกลองยาว ชาวบ้านจึงพากันเรียกว่า หลวงพ่อทองดำ ชอบรำกลองยาว ภายในวัดยังมีพระปรางค์ทรงกลีบมะเฟือง ซึ่งพบที่นี่และเมืองลพบุรี สำหรับคนชอบแนวโบราณสถานเก่า เชื่อว่าสามารถอยู่ศึกษา เดินถ่ายรูป ได้เป็นวัน ๆ
  
   
เราไปต่อกันที่ วัดพระแก้ว ห่างกันไม่ไกลซึ่งในเขต ต.แพรกศรีราชา เช่นกัน เดิมชื่อวัดป่าแก้ว เมื่อมีคนพบพระพุทธรูปในเจดีย์ สร้างจากแก้วองค์เล็กเท่าปลายนิ้วมือ เมื่อต้องแสงไฟจะส่องเป็นประกายสวยงาม จึงเรียกกันเสียใหม่ว่าวัดพระแก้ว เป็นวัดที่มีองค์เจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมทรงสูง ในทางโบราณคดีถือเป็นสถาปัตยกรรมอันล้ำค่า ซึ่งมีความงดงามสมบูรณ์ยิ่ง ด้านหน้าพระเจดีย์มี หลวงพ่อฉาย พระพุทธรูปแกะจากศิลาทราย 5 ชิ้นต่อกันแล้วฉาบด้วยปูน เดินประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง แต่ปัจจุบันได้สร้างวิหารครอบไว้ ด้านหลังองค์หลวงพ่อมี ทับหลัง ศิลาทรายจำหลักรูปพระอิศวรทรงช้างเอราวัณอยู่ในซุ้มเรือนแก้ว นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า ช่วงขอมเสื่อมอำนาจคงมีผู้นำศิลาทรายที่จำหลักลายออกมาแกะเป็นพระพุทธรูป แต่ได้หงายเศียรช้างเอางวงขึ้นด้านบน เหมือนจะสื่อเป็นปริศนาธรรมว่า ผู้ที่ฝึกปฏิบัติตนทวนกระแสแห่งโลภ โกรธ หลง อันเป็นกิเลสครองใจมนุษย์ จึงจะสำเร็จธรรมสูงสุดดั่งองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า
...ชุมชนลาวครั่ง...
บ้านกุดจอก อ.หนองมะโมง เป็นชุมชนลาวครั่ง ชาติพันธุ์ที่โยกย้ายถิ่นฐานจากฝั่งลาวมาตั้งรกรากอยู่เมืองไทยเป็นเวลานาน คำว่า ลาวครั่ง มีผู้สันนิษฐานว่า เป็นกลุ่มที่เคยตั้งถิ่นฐานอยู่บนเขตภูคัง ประเทศลาว จึงถูกเรียกว่า ลาวคังหรือลาวครั่ง แต่บ้างก็ว่า ในสมัยที่อพยพกันมาต้องประสบกับภาวะขาดแคลนกระทั่งเครื่องมือหากิน จึงต้องเลี้ยงครั่งสำหรับย้อมผ้า เพราะไม่ต้องใช้เครื่องมืออะไร ทำให้ถูกเรียกว่า ลาวขี้ครั่งหรือลาวครั่ง ในที่สุด โดยมีสีแดงที่ย้อมจากครั่ง เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของสิ่งทอในกลุ่มวัฒนธรรมลาวครั่ง หมู่บ้านที่เรียกตนเองว่าลาวครั่ง ได้แก่ หมู่บ้านกุดจอก อ.หนองมะโมง จ.ชัยนาท และ บ้านโคกหม้อ อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี ซึ่งเป็นชุมชนที่แยกไปจากหมู่บ้านกุดจอก โดยทั้งสองหมู่บ้านบอกว่ามีบรรพบุรุษมาจากเมืองหลวงพระบาง
  
วัดศรีสโมสร ถือเป็นศูนย์กลางของชุมชน และได้จัดทำ พิพิธภัณฑ์ลาวครั่ง โดยใช้พื้นที่ศาลาภายในวัด รวบรวมเรื่องราวความเป็นมา ข้าวของเครื่องใช้ ประเพณีความเชื่อ อันแสดงอัตลักษณ์ของชุมชนลาวครั่งไว้ให้ลูกหลานและผู้ที่สนใจได้เข้ามาศึกษา เสร็จจากพิพิธภัณฑ์แล้วยังเดินทางต่อเข้าไปในหมู่บ้าน ดูการทอผ้าพื้นเมือง งานจักสาน การทำสมุนไพร ตบท้ายด้วยนวดแผนโบราณคลายปวดเมื่อย ด้วยฝีมือ... คุณยายกายสิทธิ์
พวกเราจบทริปชัยนาทในชาตินี้ ด้วยการลงเรือล่องไปในบึงกระจับใหญ่ หรือเกาะเมืองท้าวอู่ทอง ในเขต อ.หันคา ชมนกนานาชนิดโผคืนรัง ในเวลาฟ้าเปลี่ยนสี
....บุญรักษา คุณพระคุ้มครอง เจริญสุขทุก ๆ ท่านครับ....
  

ขอขอบคุณ

Smile งานสื่อมวลชนสัมพันธ์ภายในประเทศ กองประชาสัมพันธ์ในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

Laughing การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุพรรณบุรี (สุพรรณบุรี ชัยนาท อ่างทอง)
โทร. 0 3553 6030, 0 3553 6189 เว็บไซต์: www.suphan.net
Wink พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชัยนาทมุนี เปิดให้เข้าชมในวันพุธ อาทิตย์ ระหว่างเวลา 09.00-16.00 น. ปิดวันจันทร์-อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์
โทร.0 5640 5621
Embarassed เรือเจริญศรีนาวา
โทร.0 5647 7789 90 เว็บไซต์ www.suwannagaden.com
Kiss พิพิธภัณฑ์ลาวครั่งและกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านกุดจอก
โทร. 0 5646 6068, 08 9969 4518
Sealed ส้มโอสวนโชคชัย
โทร. 08 1379 9166